ในช่วงเวลาแห่งการระบาดของโรค COVID-19 สิ่งที่เป็นกุญแจสำคัญในการจะผ่านพ้นวิกฤตไปได้ก็คือวัคซีนป้องกันโรค ที่ประเทศจะต้องจัดหามาและฉีดให้ครอบคลุมประชากรมากพอที่จะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้โดยเร็วที่สุด ซึ่งในช่วงเวลาที่เพิ่งคิดค้นวัคซีนเพื่อป้องกันโรคชนิดใหม่ แนวทางที่เหมาะสมคือการกระจายความเสี่ยง นำเข้าวัคซีนหลากหลายชนิดเพื่อบรรเทาปัญหากรณีเกิดผลข้างเคียงหรือเกิดเชื้อกลายพันธุ์ที่วัคซีนบางชนิดอาจป้องกันไม่ได้ รวมถึงติดตามผลการศึกษาทดลองเพื่อเลือกวัคซีนประสิทธิภาพสูงเป็นหลักและพยายามหลีกเลี่ยงวัคซีนประสิทธิภาพต่ำด้วย


ทว่ากับประเทศไทยแล้ว แทนที่จะพยายามจัดหาวัคซีนเพื่อประโยชน์ของการป้องกันโรคอย่างตรงไปตรงมา กลับมีความพยายามเอาเรื่องดังกล่าวมาสร้างคะแนนนิยมให้กับสถาบันกษัตริย์ โดยการ “แทงมาตัวเดียว” ทำข้อตกลงจัดหาวัคซีนจากบริษัท AstraZeneca เป็นหลัก แล้วให้การผลิตในประเทศไทยทำโดยบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์ (Siam Bioscience) ที่ถือหุ้นเกือบทั้งหมดโดยกษัตริย์วชิราลงกรณ์ จากนั้นก็โหมประโคมว่านี่คือ “พระมหากรุณาธิคุณ” อ้างว่าคนไทยจะได้รับวัคซีนเป็นชาติลำดับต้นๆ ของโลกจากโรงงานของในหลวง

แต่ปรากฏว่าไม่ได้มาเร็วอย่างที่อ้าง วัคซีน AstraZeneca ล็อตแรกสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 มาแค่ 117,600 โดสเท่านั้น ซึ่งเป็นการนำเข้าล้วนๆ เพราะโรงงานของสยามไบโอไซเอนซ์ซึ่งไม่เคยผลิตวัคซีนมาก่อนยังปรับปรุงไม่เสร็จ กว่าจะมาได้ก็ต้องรอถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งปัจจุบันจากที่อ้างว่าจะส่งมอบให้ 6 ล้านโดสในเดือนมิถุนายน ก็ยังส่งมาจริงแค่ 2 ใน 3 เท่านั้น ระหว่างนั้นจึงเกิดการแก้ขัดโดยนำเข้าวัคซีนของ Sinovac ซึ่งมากด้วยข้อกังขาเข้ามาเป็นจำนวนมหาศาลจนเรียกได้ว่ากลายเป็นวัคซีนหลักแทน AstraZeneca ไปเสียแล้ว นอกจากนี้ยังมีการแก้ข้อบังคับของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เพื่อให้สามารถซื้อวัคซีนของ Sinopharm ได้ แล้วก็ยังเอามาอ้างว่าเป็น “วัคซีนพระราชทาน” กันอีกรอบ

อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นวัคซีนของ AstraZeneca หรือ Sinopharm ที่พยายามให้สถาบันกษัตริย์ได้หน้าด้วยนั้น ต่างก็จัดหามาด้วยเงินภาษีของประชาชน ฉะนั้นแล้วผู้ที่สมควรได้รับความดีความชอบมากที่สุดก็คือประชาชนผู้ทำงานหาเงินมาจ่ายเป็นภาษีด้วยความยากลำบากต่างหาก (ยังไม่นับว่าพวกเขาควรได้วัคซีนที่ดีกว่านี้มาอย่างรวดเร็วกว่านี้ด้วยซ้ำ)

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ประเทศและประชาชนชาวไทยได้รับ “พระราชทาน” มาแน่ๆ และทุกวันนี้มันก็ได้ทำร้ายประเทศและประชาชนอย่างหนักหนาสาหัสที่สุด หนักยิ่งกว่าใครอื่นๆ สิ่งนั้นคือรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ คสช. นั่นเอง

โดยเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 ภายหลังการรัฐประหารโดย คสช. เพียง 2 วัน กษัตริย์ภูมิพลก็ได้ลงนามแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้า คสช. อย่างเป็นทางการ หรือก็คือเป็นการ “พระราชทาน” คณะรัฐประหารชุดนี้ให้อยู่ปกครองประเทศต่อไปอีกถึง 5 ปี

ต่อมา คสช. ร่างรัฐธรรมนูญขึ้นเพื่อวางกลไกสืบทอดอำนาจให้กับตัวเอง แล้วนำมาผ่านประชามติปลอมๆ ที่ตัวเองโฆษณาได้อยู่ฝ่ายเดียว และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว ปรากฏว่าในเดือนมกราคม 2560 กษัตริย์วชิราลงกรณ์กลับมีความเห็นให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญนั้นอีก จน คสช. ต้องไปดำเนินการแก้ไขตามประสงค์ ซึ่งในเมื่อใช้อำนาจในการจะให้แก้รัฐธรรมนูญแล้ว แทนที่จะเป็นการหยุดการสืบทอดอำนาจ ปรับปรุงให้เป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น กลับเป็นเพียงการแก้เพื่อให้ตนใช้อำนาจได้สะดวกขึ้นเท่านั้น เช่นแก้ให้ไม่ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนเวลาที่ตัวเองออกไปอยู่อาศัยที่ต่างประเทศอย่างยาวนาน เช่นนี้จึงกล่าวได้ว่ากษัตริย์ได้ “พระราชทาน” กลไกสืบทอดอำนาจ คสช. ให้ได้เป็นผู้ปกครองประเทศต่อไปภายหลังการเลือกตั้ง

และแล้วเราจึงได้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ปกครองบ้านเมืองในสถานการณ์ที่คับขันที่สุดได้อย่างไร้ประสิทธิภาพที่สุด ไร้ความรับผิดชอบที่สุด ไร้สามัญสำนึกที่สุด ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเล่นงานฝ่ายตรงข้ามโดยไม่ต้องรับผิดเท่านั้น ในขณะที่การแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสาธารณสุขเป็นไปอย่างล่าช้า มักง่าย เอาแน่เอานอนไม่ได้ ล่าสุดมาออกประกาศกระทบประชาชนอย่างกะทันหันในกลางดึก ไม่เห็นหัวผู้ประกอบการที่ต้องตระเตรียมการล่วงหน้า ปล่อยให้ประชาชนไม่ป่วยตายคาบ้านก็ต้องฆ่าตัวตายเพราะอับจนหนทาง โดยที่ตัวเองและพวกยังหัวเราะขำขันกันอย่างสนุกสนานบนความลำเค็ญของประชาชนต่อไปเรื่อยๆ

“เผด็จการพระราชทาน” เช่นนี้ควรถูกโค่นล้มไปให้ได้โดยเร็วที่สุด รวมถึงกลไกอันเป็นที่มาของมัน ก็ควรถูกถอนรากถอนโคนด้วยเช่นกัน

ดูเพิ่มเติม
https://www.thansettakij.com/content/breakingnews/485490
https://hilight.kapook.com/view/21437