ม.110 คดีขบวนเสด็จ 14 ตุลา 63 : เมื่อคดีที่เคย “ยกฟ้อง” กลับคำพิพากษาเป็นโทษหนักและไม่ให้ประกันตัว

คดีของเอกชัย บุญเกื้อหนุน สุรนาถ และประชาชนอีก 2 ราย ถูกกล่าวหาว่าขัดขวางขบวนเสด็จของพระราชินีสุทิดาที่มีภาพปรากฏว่าขับฝ่าที่ชุมนุมเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2563 ได้กลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่ามีความผิดในมาตรา 110 ผู้ใดเป็นประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินีหรือรัชทายาท ต้องระวางโทษจำคุกอย่างหนัก โดยมีโทษตั้งแต่ 16 ปี ไปจนถึงตลอดชีวิต

ศาลฎีกาได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวพวกเขาทั้ง 5 คนในวันที่ 8 กันยายน 2568

___________________________

จุดต่างของคำตัดสินในศาลสองชั้น
ศาลชั้นต้น (ปี 2566) เคยมีคำพิพากษา “ยกฟ้องทุกข้อหา” โดยให้เหตุผลว่าไม่พบพยานหลักฐานว่าจำเลยมีเจตนาขัดขวางขบวนเสด็จ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงความเข้าใจคลาดเคลื่อนระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้จัดการเส้นทางหรือประกาศแจ้งเตือนอย่างชัดเจน

ศาลอุทธรณ์ (ปี 2568) กลับคำพิพากษาโดยเห็นว่าจำเลยทั้ง 5 คนมีความผิดตามฟ้อง โดยเชื่อว่าจำเลย “ทราบว่าเป็นขบวนเสด็จ” และมีพฤติการณ์ที่พยายาม “ขัดขวาง” แม้ขบวนจะเคลื่อนผ่านไปได้

บทลงโทษที่รุนแรงและคำสั่งไม่ให้ประกันตัว
ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งหมด คนละ 16 ปี ส่วน เอกชัย ถูกเพิ่มโทษอีก 1 ใน 3 เนื่องจากกระทำความผิดซ้ำในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้มีโทษจำคุกรวม 21 ปี 4 เดือน

แม้จำเลยทั้ง 5 คนจะมาตามนัดหมายศาลทุกครั้ง และไม่มีพฤติการณ์หลบหนีในระหว่างการต่อสู้คดี ศาลฎีกากลับมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าหากปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งห้าอาจจะหลบหนี เนื่องจากเป็นคดีที่มีโทษจำคุกสูง

การตัดสินครั้งนี้ชี้ให้เห็นถึงความไม่สอดคล้องในกระบวนการยุติธรรม และทำให้หลักการ “สันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อนจนกว่าคดีจะถึงที่สุด” ถูกสั่นคลอน

___________________________

แฟ้มข่าวที่บันทึกคำตัดสินยกฟ้องของศาลชั้นต้น https://www.facebook.com/share/p/1XvbBFPAMh/

#ม110#นิรโทษกรรมประชาชน#DRG